วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข้อดีของการดื่มน้ำ




     น้ำช่วยให้โลหิตเหลวไม่ข้น การไหลเวียนเป็นไปได้ง่ายสูบฉีดดี หัวใจไม่ทำงานหนัก ไม่เมื่อยล้า ไม่เหนื่อยง่าย หัวใจเป็นปกติมีประสิทธิภาพดี แข็งแรง ลมหายใจสดชื่น ลมหายใจโล่งเย็น นัยน์ตาสดใส เป็นประกายมีน้ำหล่อเลี้ยงแวววาวตลอด ไม่มีเส้นเลือดแดงก่ำ ไม่แสบตา ไม่ร้อนในปาก และลิ้นสะอาด ผิวกายใบหน้าชุ่มชื้น เต่งตึงเป็นสีชมพู การขับถ่ายของเสียสะดวก ไม่ท้องผูก ปัสสาวะใสสะอาด ไม่ปวดหลัง - บั้นเอว สุขภาพไตดี น้ำช่วยปรับอุณหภูมิร่างกาย ให้ปกติ รูขุมขนมีเหงื่อชุมเย็นเสมอ ลักษณะดังกล่าว เป็นผลดีที่เกิดจากการดื่มน้ำ ให้เพียงพอและถูกต้อง
     การดื่มน้ำให้ถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดี มีหลักปฏิบัติที่จดจำง่ายๆดังนี้
     1.  น้ำที่ดื่ม เป็นน้ำธรรมดาไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือน้ำที่เย็นจัด ถ้าเป็นน้ำอุ่นๆ เล็กน้อย ดื่มในตอนเช้าจะทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ลำไส้สะอาด
     2.  ระยะเวลาที่ดื่มน้ำ ในวันหนึ่ง (อาจเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยตามความสะดวก)
     ดื่มนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว (แก้วบรรจุ 400 ซี.ซี.)
     ตอนสาย ดื่มน้ำ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9.00 - 10.00 น.)
     ตอนบ่ายดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 13.00 - 14.00 น.)
     ตอนเย็นดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 19.00 - 20.00 น.)
     ก่อนเข้านอนดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้าง สิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหารถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดีขึ้น รวมแล้วให้สามารถดื่มน้ำเหล่านี้ได้วันละ 10 แก้ว นอกเหนือจากนั้น ท่านสามารถดื่มน้ำผลไม้ น้ำนม ฯลฯ ได้อีกไม่จำกัด
     3.  ข้อควรจำ
          3.1  ไม่จำเป็นต้องดื่มครั้งละ 2-3 แก้ว ติดต่อกันทันที ดื่มตามปกติสบายๆ ผู้ที่ดื่มครั้งแรกๆ จะรู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อยเป็นอาการเป็นปกติธรรมดา ทั้งนี้ เพราะผนังลำไส้ และกระเพาะอาหารขยายตัวขึ้น ต่อไปจะไม่มีอาการอีก สามารถดื่มได้ง่าย มีความชื่นชอบรู้สึกสดชื่นสบายที่ได้ตื่มน้ำ

'หน้าเบี้ยวครึ่งซีก' ผลเส้นประสาทอักเสบ


'หน้าเบี้ยวครึ่งซีก' ผลเส้นประสาทอักเสบ

อาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกเกิดจากเส้นประสาทเส้นที่ 7 ที่ควบคุมการทำงานกล้ามเนื้อแสดงสีหน้ามีการทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยมักแสดงอาการค่อนข้างเร็ว บางรายเป็นแบบเฉียบพลัน เช่น ตื่นเช้ามาพบว่าใบหน้าครึ่งซีกอ่อนแรงรู้สึกตึงหนักใบหน้าซีกนั้น ตาปิดได้ไม่สนิท ยักคิ้วไม่ขึ้น บางรายปวดบริเวณหลังหู รู้สึกมีเสียงก้องๆ และอาจพบความผิดปกติของการรับรสของลิ้นส่วนหน้าซีกที่เป็น ส่วนใหญ่มักมีอาการมากขึ้นในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจนถึง 1-3 วันแรก แต่บางรายอาจมีอาการมากขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 14 วัน

พ.ญ.สิรารัตน์ โมรรัต อายุรแพทย์ระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท ร.พ. พญาไท 2 อธิบายว่า อาการนี้เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่พบในหญิงอายุน้อยมากกว่าชาย แต่หากอายุมากกว่า 40 ปีจะพบในชายมากกว่า ในหญิงตั้งครรภ์พบมากกว่ากลุ่มอื่น 3 เท่า และพบได้ 4-5 เท่าในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน เชื่อว่าเป็นการอักเสบของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อไวรัส แต่บางรายเกิดจากการติดเชื้อเริมที่แฝงอยู่ในปมประสาท ซึ่งกรณีนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดและอาจมีตุ่มใสบริเวณรูหูส่วนนอกนำหน้ามาก่อน นอกจากนี้อาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกยังอาจเกิดก้อนในสมองหรือในโพรงกะโหลกศีรษะโต กดเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 นี้
โดยแพทย์สามารถแยกผู้ป่วยที่มีอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกนี้ออกจากโรคเส้นเลือดสมองตีบ 
ซึ่ง มีอาการหน้าเบี้ยวได้เช่นกัน แต่จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วยและผู้ป่วยยังยักคิ้วข้างที่เบี้ยวได้ให้ตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจกราฟไฟฟ้าของเส้นประสาท การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจเอกซเรย์สมอง

'การรักษาโดยใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์สามารถลดการอักเสบของเส้นประสาทได้ รับประทานประมาณ 2 สัปดาห์ รับประทานยาต่อเนื่อง ยาป้ายตา ยาหยอดตา และใช้ผ้าปิดตาสนิทขณะนอนหลับ เพื่อป้องกันการเกิดเยื่อบุตาอักเสบเนื่องจากอาการกะพริบตาที่ลดลง ยาฆ่าเชื้อไวรัส และการทำกายภาพ กระตุ้นด้วยไฟฟ้า'

โดยร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมักจะหายดีในเวลา 4-6 สัปดาห์ ร้อยละ 10 จะมีอาการเบี้ยวที่ใบหน้าทั้งสองข้าง ร้อยละ 7 จะเกิดเป็นซ้ำได้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ต้องคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เนื่องจากยาสเตียรอยด์จะทำให้ระดับน้ำตาลขึ้นสูงจนเป็นอันตรายได้ ผู้ป่วยควรบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าโดยยักคิ้ว ปิดตาแน่น ยิงฟัน เป่าแก้มป่อง

หากมีอาการอื่นเพิ่มเติมทางระบบประสาท เช่น หน้าชา การได้ยินลดลง อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก หรือมีอาการชาปลายมือและเท้า 2 ข้าง พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน เดินเซ ซึมลง สับสน หรือเป็นมากขึ้น ควรพบแพทย์เร็วขึ้น